[PT...tell a story] ปิยะณัฐ ทัศนีย์สุวรรณ

PT tell a story
[PT...tell a story]
กายภาพบำบัด...แสงสว่างแห่งความหวังในชีวิต
ปิยะณัฐ ทัศนีย์สุวรรณ
ศิษย์เก่าสาขากายภาพบำบัด มศว รุ่น 11
ปัจจุบัน
-นักกายภาพบำบัดอิสระ
-Co-founder piyanat patcharee limited partnership
- เจ้าของเพจ “นักกายภาพบำบัดเล่าเรื่อง”
"ทุกสิ่งทุกอย่างมีที่มาเสมอ"
...กว่า 10 ปีแล้วที่ผมได้รู้จักและคุ้นเคยกับวิชาชีพนี้ กายภาพบำบัด คำสั้นๆที่ตัวผมเองและหลายๆคนเคยได้ยินแบบผ่านๆ แต่ไม่ค่อยเข้าใจ ว่าจริงๆแล้ว วิชาชีพนี้ คืออะไร มีบทบาทและความสำคัญต่อตัวเรา ครอบครัว ชีวิตผู้คนรอบๆข้าง และสังคมอย่างไร นั่นคือ จุดเริ่มต้นเล็กๆที่ผมได้ตัดสินใจเริ่มต้น สมัครสอบตรงเข้ามาเรียนรู้ในระดับ ปริญญาตรี เป็นนิสิตกายภาพบำบัด ที่คณะกายภาพบำบัด มศว เมื่อ ปี พศ 2550
การตัดสินใจเล็กๆในวันนั้น คือ จุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหลงรักและศรัทธา คุณค่าของวิชาชีพ กายภาพบำบัด จนหมดหัวใจ...
หลังจากได้เข้ามาเป็นนิสิตกายภาพบำบัด ปีที่ 1 ผมได้เรียนวิชาพื้นฐานทั่วไป ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา และวิชาอื่นๆทั่วไป ผมได้เริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับวิชาของ คณะ ในช่วงการเรียนในปีที่ 2 ผมได้เรียนรู้ ร่างกายมนุษย์ทั้งหมด ผ่าน ร่างของอาจารย์ใหญ่ หรือ เรียกว่า วิชา anatomy ที่หลายๆคนรู้จัก ได้ เรียนรู้และ เข้าใจ เกี่ยวกับ กล้ามเนื้อทุกมัด กระดูกทุกชิ้น เส้นประสาททุกเส้น ระบบการเคลื่อนไหวต่างๆ การทำงานของสมองและไขสันหลัง ระบบหัวใจและหลอดเลือด และอื่นๆอีกมากมาย ที่เกี่ยวกับร่างกายของตัวเราเอง
ผมตื่นเต้นมาก ร่างกายมนุษย์ มันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก มีโครงสร้างซับซ้อนหลายอย่างแต่สามารถดำรงอยู่และทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี การเรียนรู้ในปีที่ 2 นับว่าเป็นพื้นฐานของการเป็นนักกายภาพบำบัดเลยครับ
ช่วงชีวิตการเรียนในปีที่ 3 เป็นปีที่ท้าทายมากๆเช่นกันเพราะ ได้เริ่มเรียนรู้จากซักถามประวัติ ตรวจร่างกายและ วินิจฉัย โรคทางกายภาพบำบัดของผู้ป่วยในระบบต่างๆ ทั้ง ทางด้านกระดูกกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยเด็ก ผู้สูงอายุ นักกีฬา การดูแลผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัด เป็นต้น
ในชั้นปีนี้ ทำให้สามารถค้นหาได้เลยว่า สาเหตุของโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่เกิดจากโครงสร้างอะไร เกิดขึ้นบริเวณไหน แล้วเราจะวางแผนการรักษาและแก้ไขให้กลับมาใช้งานให้ปกติทำอย่างไร ผมได้เริ่มวางแผนรักษาเพื่อนมนุษย์ด้วยหนึ่งสมองสองมือ ของผมแล้วครับ
ปีที่ 4 ของการเรียนในระดับปริญญาตรี ผมได้เริ่มรักษาคนไข้จริงๆ ได้ฝึกงานตาม รพ.รัฐบาล ต่างๆหลายแห่ง จนมีความชำนาญในการรักษาผู้ป่วย ได้ทุกๆระบบ ผมพร้อมแล้วครับที่จะรับใช้สังคม ดูแลผู้คนให้มีคุณภาพชีวิตและการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น
ก่อนจะเป็นนักกายภาพบำบัด นิสิตที่สำเร็จการศึกษา ทุกคน จะต้องได้รับการสอบขึ้นทะเบียนเพื่อรับใบอนุญาติในการประกอบวิชาชีพจากสภากายภาพบำบัด เมื่อสอบผ่านได้ใบประกอบวิชาชีพเรียบร้อย ก็สามารถประกอบวิชาชีพเป็นนักกายภาพบำบัดอาชีพ สามารถทำงานได้หลากหลายทั้งหน่วยงาน รพ.รัฐบาล รพ.เอกชน คลินิกเอกชน ฟิตเนต สถานเสริมความงาม บริษัทขายเครื่องมือทางการแพทย์ งานด้านการกีฬา เป็นต้น
สำหรับผมเอง นั้น ได้ตัดสินใจ เข้าไปสมัครงานในคลินิคเอกชนแห่งหนึ่งการตัดสินใจครั้งนั้น ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปอีกครั้ง...
"กายภาพบำบัด...วิชาชีพที่ไม่มีกรอบ"
ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตการทำงาน สิ่งที่ผมคิดอยู่เสมอ คือ การมีธุรกิจส่วนตัว หรือ ทำกิจการอะไรสักอย่างที่เป็นของตัวเอง จากความฝันนั้น ทำให้ผมได้เริ่มต้นเดินทาง สร้างฝันของตัวเอง ตั้งแต่ก้าวแรกของการทำงาน ด้วยการสมัครเข้าทำงานในคลินิคเอกชน
ผมได้พบกับ เรื่องราวที่ตื่นเต้นอีกหลายสิ่งในชีวิตของการทำงาน ผมได้เรียนรู้และวางรากฐานเกี่ยวกับ แนวคิดในการทำธุรกิจ เทคนิคการรักษา คนไข้ใหม่ๆ จาก อาจารย์สมศักดิ์ เกวลิน อาจารย์ท่านสอนให้ผมเข้าใจถึง แก่นแท้ของวิชาชีพและเป็นแบบอย่างของการเป็นนักกายภาพบำบัดที่ดี ผมได้เรียนรู้และซึมซับเรื่องราวเหล่านี้อยู่ตลอดเวลาที่ได้ทำงานอยู่ที่นั่น
ประสบการณ์และความรู้เหล่านั้น ช่วยทำให้ผม ทลายกรอบความคิด และช่วยขยายกรอบความเชื่อ ให้ผมเข้าใจถึง กระบวนการและวิธีในการรักษา ผู้คนให้กลับมา มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้มากกว่าเดิม
อาจารย์สอน เสมอว่า เรากำลังรักษาผู้คน ไม่ได้ กำลังรักษาโรคที่เค้าเป็น การรักษา ของเราแต่ละครั้ง ต้องช่วยให้คนไข้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ
คนไข้จะดีขึ้นมากแต่ไหนขึ้นอยู่กับความรู้และความตั้งใจของนักกายภาพบำบัด...
นั่นเป็น หนึ่งคำสอนที่ผมจำขึ้นใจอยู่ตลอดเวลา...
"คุณค่าของเรา ขึ้นอยู่กับ อะไร"
คุณค่าของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราสามารถ มีรายได้ มากหรือน้อย จากการรักษาคนไข้ แต่คุณค่าของเรา คือ การที่เราสามารถทำให้ คนไข้กลับมามีสุขภาพที่ดีได้กี่คน สิ่งที่ผมค้นพบจากการทำงาน คือ ความสุขใจที่ได้รับทุกๆวันจากคำขอบคุณและสายตาที่มีความหวังมากขึ้นของคนไข้ หลังจากที่คนไข้ดีขึ้น ด้วยสองมือของเรา สิ่งเหล่านี้ช่วยหล่อเลี้ยงและเป็นกำลังใจให้ นักกายภาพบำบัดทุกคน มีความสุขในเส้นทางของวิชาชีพนี้...
"เส้นทางสู่ นักกายภาพบำบัดอิสระ"
หลังจากที่สะสมความรู้ ความคิด ประสบการณ์ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของการทำงานในระบบคลินิคเอกชน ถึงเวลาที่ผมจะต้องออกเดินทางตามหาความฝันต่อไป ผมพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้น ออกมาทำตามความฝันของตัวเองด้วยการเริ่มต้น ทำธุรกิจของตัวเอง ผมตัดสินใจ ออกสู่โลกของการทำธุรกิจส่วนตัว เมื่อปี พศ. 2555 นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านไปแล้ว 6 ปี บนเส้นทางของการสร้างธุรกิจ ทุกๆวันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่จะได้พบกับ เรื่องราวและผู้คนที่รอให้เราใช้ความรู้ความสามารถ ช่วยเหลือ ให้ผู้คนเหล่านั้นได้กลับมามีคุณภาพชีวิตได้ดีดั่งเดิม ความสุขใจที่ได้รับเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขตลอดเวลาบนเส้นทางของวิชาชีพนี้
สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณ รศ.ดร.รัมภา บุญสินสุข ที่ได้ให้โอกาสในการถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ที่ผมมี ผมหวังว่าเรื่องราวที่ผมแบ่งปันจะเป็นประโยชน์สำหรับพี่ๆน้องๆนักกายภาพบำบัดทุกๆท่านและประชาชนผู้ที่สนใจเกี่ยวกับวิชาชีพกายภาพบำบัดครับ
ปิยะณัฐ ทัศนีย์สุวรรณ
นักกายภาพบำบัดอิสระ